wake เชลซี

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ทัพสิงโตน้ำเงินคราม.. ทรงนี้ 'สะเปะสะปะ' !!!!!???

..........ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมพยายามตั้งทฤษฏีค้นหาอยู่นานว่าอะไรคือปัจจัยหลักที่ทำให้ผลงานของลูกทีม อังเดร วิลลาส โบอาส ณ ปัจจุบันนี้อยู่ในช่วงที่ลูกผีลูกคน เอาแน่เอานอนกับผลการแข่งขันไม่ได้... ไม่ว่าจะเป็น 11 ตัวจริงในใจหรือแม้แต่ปัญหาภายในก็ยังเป็นเรื่องที่น่าสงสัย..

ผมลองไปรื้อดูฟูลแมทเก่าๆ หรือไฮไลท์ที่เคยเก็บเอาไว้หลายฤดูกาลแล้วเทียบความแตกต่างระหว่างช่วงปลายของ คาร์โล อันเชล็อตติ กับ โบอาส ปรากฏว่ามีอยู่ 1สิ่งที่คล้ายกันอย่างมาก.. จะบอกว่าข้อดีก็ไม่ใช่ จะว่าข้อร้ายก็ไม่เชิง
arsenal pics
นั่นคือ 10 นัดในลีกหลังสุดของกุนซือชาวอิตาเลี่ยนได้ประตูจากลูกโอเพ่นเพลย์ประเภท "ยิงจ่อๆ" ถึง 6 ลูกด้วยกัน.. ส่วนทางด้าน 10 นัดหลังสุดของ โบอาส ได้ถึง 8 ประตู ซึ่งถ้ามองโลกแง่บวกก็คือหากมีโอกาสแบบจะๆ มักไม่ค่อยจะพลาด แต่ถ้าหากมองถึงผลเชิงลบก็คือการที่หวังแต่จะยิงแบบจ่อๆ ตลอดเวลามันบ่งบอกได้ว่า "มิติเกมรุก" นั้นน้อยเกินไปจริงๆ ครับ

คือเรียกได้ว่าโอกาสในการเข้าทำแบบหวือหวามันมีไม่มากพอ เลยต้องหวังการยิงประตูประเภทดันฟูลแบ็คเติมแล้วครอสให้กองหน้าเช้าชาร์จจ่อๆ ในกรอบเขตโทษซึ่งมันเป็นสูตรมาตรฐานสำหรับฟุตบอล แต่ก็ต้องยอมรับว่านำมาใช้กับเกมใหญ่ๆ ที่คู่แข่งจัดว่า "เขี้ยวลากดิน" ไม่ค่อยได้เท่าไหร่นัก

ผมมองว่าทรงบอลของ เชลซี ในปัจจุบันนี้ค่อนข้าง "สะเปะสะปะ" อย่างบอกไม่ถูกถ้าหากพูดกันถึงโครงสร้างของทีม.. ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้เล่นตัวหลักล้วนแล้วแต่ผ่านจุดสูงสุดกับสโมสรในยุคสมัยของ โชเซ่ มูรินโญ่ มาก่อนแล้ว.. โดยเฉพาะทางด้าน ดิดิเยร์ ดร็อกบา ที่เป็นคีย์แมนหลักในการสร้างทีมชุดดับเบิ้ลแชมป์ 2004-05 และ 2005-06

มูรินโญ่ เข้ามาสร้างทีมโดยการใช้วิธีการเล่นจู่โจมทางด้านข้างด้วยปีกเป็นหลักโดยมีทาง ดร็อกบา เป็นกองหน้าตัวค้ำอยู่ตรงกลาง.. 2 ฤดูกาลแรกของศูนย์หน้าชาว ไอวอรีโคสต์ จัดว่าทำประตูได้ไม่มากเท่าไหร่นัก หากแต่ว่าถ้าพูดกันถึงผลลัพธ์ที่ ดร็อกบา ทำไว้จัดว่าเข้าสูตรระบบ 4 - 3 - 3 ของ มูรินโญ่ อย่างถึงที่สุด

ทีมชุดนั้นมีตัวริมเส้นพีคแบบเต็มสตรีมในฤดูกาล 2005-06 โดยมี อาร์เยน ร็อบเบน , โจ โคล , ดาเมี่ยน ดัฟฟ์ และ ฌอน ไรท์ ฟิลลิป ซึ่งสามารถสลับสับเปลี่ยนกันได้ตลอดเวลา แถมมีทางเลือกทางแท็คติคมากมายไม่ว่าจะเป็นการจับเอา ร็อบเบน ไปเล่นเป็นปีกซ้ายลากไปเปิดหรือแม้แต่ขึ้นทางกราบขวาแล้วตัดเข้ามายิงเหมือนกับ บาเยิน มิวนิค ในปัจจุบันนั่นเอง

ซึ่งการที่ทีมเล่นแบบมีกองกลาง 3 คนพร้อมมีปีก 2 ข้างแน่นอนว่า "กองหน้า" ของคุณต้องครบเครื่อง ซึ่งทาง ดร็อกบา ตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด มีความไวกับการจบสกอร์ในระดับหนึ่ง แต่เด่นทางด้านกายภาพและลูกกลางอากาศถือว่าเป็นอะไรที่เพอร์เฟคสำหรับนิยามของศูนย์หน้าในแบบฉบับ โชเซ่ มูรินโญ่

แต่อย่างว่าเรื่องแบบนี้มันเปลี่ยนไปตามกาลเวลาครับ.. ดร็อกบา กับ แลมพาร์ด ในวัยละอ่อน 27 ขวบถูกแทนที่ด้วย 33 ซึ่งถือว่าอายุน้อยกว่าทาง อังเดร วิลลาส โบอาส ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น

เหมือนที่ผมบอกไปว่าทีมตอนนี้เริ่มสะเปะสะปะเพราะอดีตกลาลที่เคยมีระบบการเล่นที่ตายตัวแน่นอนนั้นค่อนข้างเลือนจางลงไปไม่น้อย.. กรณีของ แลมพาร์ด กับ ดร็อกบา เป็นสิ่งที่รู้กัน.. ทว่าสิ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือตัวริมเส้นที่ไม่เด็ดขาดเหมือนเมื่อก่อนนั่นเอง

ครั้นจะให้จับเอา ฟลอล็องต์ มาลูด้า กับ นิโกล่าส์ อเนลก้า ไปยืนเป็นปีกกระชากลากถูให้กองหน้าก็ต้องบอกว่า "คุ้นเคย" แต่มันไม่ทรงประสิทธิภาพเหมือนเดิมจริงๆ ครับ..เพราะฉะนั้นในช่วงที่ อันเชล็อตติ ยังคุมทีมเขาจึงพยายามปรับทีมจาก 4 - 3 - 3 ให้ไปเล่นเป็น 4 - 3 - 2 - 1 โดยให้ มาลูด้า กับ อเนลก้า ที่เก่งเรื่องจังหวะและทักษะเป็นกองกลางตัวรุกเสียแทน

ต้องบอกว่าเป็นการขัดตาทัพที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ของ คาร์โล อันเชล็อตติ แต่ดูเหมือนมันจะไม่ค่อยถูกใจ โรมัน อบราโมวิช เสียเท่าไหร่.. ผมเคยเขียนบทความขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วว่าปัจจัยหลักที่ทำให้ อบราโมวิช ตัดสินใจปลด อันเชล็อตติ ออกมันเป็นเพราะเรื่องของอนาคตล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับผลงานโดยรวมใน 2 ฤดูกาล

ไม่ใช่ว่า อันเชล็อตติ สร้างอนาคตไม่ได้นะครับ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าการยกระดับทีม เชลซี ของเสี่ยหมีนั่นหมายความว่าทีมต้องการที่จะประสบความสำเร็จอย่างทันท่วงทีตลอดเวลา.. อันเชล็อตติ มีแนวทางในการซ่อมโครงสร้างของทีมก่อน แล้วค่อยปรับปรุงเมื่อมันเกินเยียวยาจริงๆ แต่ว่า โรมัน ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงประเภทที่วางรากฐานทีมใหม่หมดจึงทำให้หวยไปลงล็อคพอดีที่ โบอาส นั่นเอง..

ผมเชื่อเลยว่าแฟนบอล เชลซี ทุกคนยังคงประทับใจในสิ่งที่ อันเชล็อตติ ทำเอาไว้แถมทางเจ้าตัวยังออกมาให้สัมภาษณ์เองด้วยว่ามีความสุขดีกับ 2 ปีที่ เชลซี แถมไม่โกรธเคือง โรมัน อบราโมวิช เพราะเข้าใจว่ามันเป็นวัฐจักรของฟุตบอล
arsenal pics
ว่ากันถึงศาสตร์ของเกมลูกหนังรูปแบบการเข้าทำหลักๆ นั้นมีอยู่ 2 ประเภทก็คือการจู่โจมริมเส้นกับพื้นที่ว่างตรงกลาง.. บางทีแฟนบอลอาจสงสัยว่า เชลซี นั้นเล่นไปในทิศทางไหนผมถึงได้บอกว่าทรงบอลค่อนข้าง สะเปะสะปะ

ยกตัวอย่างง่ายๆ จากทีมอื่นก็คือ แมนยูไนเต็ด มีระบบการเล่นที่ขึ้นบอลจากปีก 2 ข้างแล้วครอสเข้ามาให้กองหน้าเข้าชาร์จ.. ส่วนทางด้าน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อาศัยการเข้าทำตรงกลางเพื่อกดดันให้คู่แข่งหลุดพื้นที่แล้วค่อยเชือดแบบง่ายดาย

ที่ผมยก 2 ทีมนี้ขึ้นมาเป็นตัวอย่างเพราะนักเตะของพวกเขาสอดคล้องกับระบบการเล่นอย่างแท้จริงครับ.. ตลอดอายุการคุมทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูซัน ไม่เคยขาดปีกชั้นนำระดับโลก นั่นจึงทำให้เมื่อมีระบบการเล่นที่ดี แถมสเปคนักเตะเข้าตามคอนเซปผลงานที่ออกมามันก็เลยเลิศหรูได้โดยไม่ต้องพึ่งสตาร์มากมาย

ส่วนอีกทีมที่มี โรแบร์โต้ มันชินี่ เป็นกุนซือนั้นขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องการเล่นบอลจังหวะช้าแต่ชัวร์มาตั้งแต่สมัยคุม อินเตอร์ มิลาน เพราะฉนั้นการเจาะตรงกลางจึงเป็นอาวุธหลักของเขาเมื่อทีมมีกองกลางตัวรุกระดับพระกาฬอย่าง ดาบิด ซิลบา อยู่ในทีม

บางคนอาจมองว่าการมีรูปแบบการเล่นที่ตายตัวเกินไปมักถูกจับทางได้ง่ายเช่นเจอ ยูไนเต็ด ก็ปิดเกมริมเส้น.. เจอ ซิตี้ ก็คุมโซนปิดเกมพาสซิ่งตรงกลาง.. แต่ผมมองมุมกลับกันครับ ผมคิดว่าการทีมมีจุดแข็งของตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่ดีเพราะในยามคับขันสามารถงัดจุดเด่นนี้มากดดันเรื่อยๆ จนกว่าจะมีใครตายกันไปข้าง

ประมาณว่าถ้าคุณคิดจะอุดเพื่อรักษาผลสกอร์ พวกผมก็พร้อมที่จะเล่นงานคุณด้วยสไตล์การเล่นของทีมผมเป็นหลักจนกว่าทีมของคุณจะเปิดช่องว่างให้เล่นงาน..

แต่ในทางกลับกันลองพิจารณา เชลซี ชุดนี้ดูอย่างถี่ถ้วนดีแล้วผมยังไม่เจอจุดเด่นของทีมที่ว่าเลย.. เกมริมเส้นมันก็ไม่ดีเยี่ยมเหมือนสมัย โชเซ่ มูรินโญ่.. พูดให้ถูกก็คือปีกธรรมชาติในทีมดูเหมือนจะมีเพียง ฟลอล็องต์ มาลูด้า เพียงคนเดียว.. แถมในปัจจุบันก็ฝากผีฝากไข้เอาไว้ไม่ค่อยได้เสียอีก

ส่วนเกมรุกตรงกลางดูเหมือน ฆวน มาต้า ก็ยังไม่ใช่คำตอบสำหรับคำว่า "มิดฟิลด์ตัวรุก" อย่างเต็มรูปแบบ เพราะต้องบอกว่า มาต้า ถนัดในการเล่นเป็นตัวฟรีมากกว่า ค่อนข้างที่จะเล่นเชิงสูงสลับไปมาทั้งทางด้านกราบซ้ายหรือมาเก็บบอลตรงกลางสนามก็ตาม

ในเมื่อทีมไม่มีจุดเด่นมันก็เลยเป็นปัญหาที่ตามมาก็คือ ทีมเวิร์ค น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด.. ซึ่งเมื่อมันเป็นเช่นนั้นนักเตะก็ต้องพึ่งความสามารถเฉพาะตัวมากกว่าที่จะไปเล่นเซตบอลแล้วเข้าทำถึงพื้นที่สุดท้ายง่ายๆ ในแบบที่ทีมชุดสุกงอมเคยทำกันมาก่อน

นี่คือปัญหาที่ใหญ่สุดของทีมในเวลานี้ซึ่งผมมองว่าของแบบนี้ต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งทีมครับ.. แต่จะไปโทษทาง อังเดร วิลลาส โบอาส เพียงคนเดียวไม่ได้ เพราะตัวกุนซือวัย 33 ปีเข้ามาทำทีมในช่วงที่คนอายุแตะหลัก 3 ล้นทีม.. เวลาเพียงครึ่งฤดูกาลไม่มีทางที่จะเสกระบบการเล่นขึ้นมาใหม่ได้เป็นแน่แท้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น